ทำลาย “สสส. - ไทยพีบีเอส” ฉากบังหน้าซ่อนเร้นความผิดของอำนาจนิยม
วันที่ 3 ต.ค.69- นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ เปิดเผยว่า ในระบอบการปกครองที่ผู้มีอำนาจเผชิญกับ วิกฤตความเชื่อมั่นและการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากสังคม กลยุทธ์ที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ไม่ใช่การชี้แจงด้วยความจริง แต่คือการสร้าง “สงครามความรู้สึก” ขึ้นมาใหม่เพื่อเบี่ยงเบนสายตาของประชาชนออกจากความผิดพลาดหรือข้อกังขาเชิงโครงสร้างของตนเอง ปรากฏการณ์ล่าสุดที่ฝ่ายการเมืองพยายามเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อ ยกเลิกเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิต (ภาษีบาป) ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) โดยให้เปลี่ยนมาใช้ระบบ “ขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี” แทนนั้น หากมองผิวเผินอาจดูเหมือนความพยายามปฏิรูประบบการคลัง แต่ในเนื้อแท้ทางการเมือง มันคือปฏิบัติการเข้าข่ายการบิดเบือนและกลบเกลื่อนร่องรอยแห่งการแสวงหาผลประโยชน์อย่างแยบยล
1. วาทกรรม “วินัยการเงินการคลัง” คือ การเบี่ยงเบนประเด็นแบบ “ปลาแดง” (Red Herring)
เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาลถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสในโครงการขนาดใหญ่ หรือประเด็นอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตเชิงนโยบาย สิ่งที่ฝ่ายกุมอำนาจต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการสร้าง “เป้าโจมตีใหม่” ที่ดูมีความชอบธรรม ฝ่ายการเมืองเลือกหยิบยกประเด็นเรื่อง “การจัดสรรเงินสาธารณะให้อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน” และ “วินัยการเงินการคลัง” มาเป็นข้ออ้างชูธงในการริเริ่มแก้กฎหมาย นี่คือกลวิธีจิตวิทยาแบบ Red Herring หรือการลากปลาที่มีกลิ่นคาวจัดไปอีกทางเพื่อให้สุนัขดมกลิ่นหลงทิศ การกล่าวหาว่า สสส. หรือไทยพีบีเอส ใช้งบประมาณโดยไม่ผ่านระบบตรวจสอบตามปกติของสภาแผ่นดิน เป็นการสร้างความรู้สึกร่วมให้สังคมมองว่าองค์กรเหล่านี้เป็น “อภิสิทธิ์ชน” ที่ผลาญภาษีประชาชนอย่างไร้การควบคุม ทั้งที่ในความจริง องค์กรสื่อสาธารณะและกองทุนสุขภาพเหล่านี้มีระบบการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกลไกรายงานต่อรัฐสภาควบคุมอยู่แล้ว วาทกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า ฝ่ายการเมืองต่างหากที่ต้องการจัดสรรและเข้าถึงหน้าตักงบประมาณก้อนนี้ เพื่อผลประโยชน์ในเครือข่ายของตน
2. ฉากทัศน์เชิงเปรียบเทียบ: ลิดรอนขาเด็ดขาด สยบ “ผู้ตรวจสอบ” ให้สยบยอม หากเปรียบเทียบเจตจำนงแฝงเร้นของการเปลี่ยนแหล่งที่มารายได้ของทั้งสององค์กร จะพบว่ามีเป้าหมายสุดท้ายเหมือนกันคือการ ทำลายความเป็นอิสระ ไทยพีบีเอส (Thai PBS): หน้าที่หลักคือการเป็น “กระบอกเสียงของประชาชน” และสื่อสาธารณะที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยปราศจากอคติ เมื่อใดที่รายได้ของสถานีต้องถูกแขวนไว้กับ “การอนุมัติหรือตัดลดงบประมาณรายปีโดยนักการเมืองในสภา” เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารย่อมถูกตัดขาด องค์กรจะถูกลดทอนศักดิ์ศรีลงไปเป็นเพียง "สื่อของรัฐ" ที่ต้องยอมโอนอ่อนตามใจผู้กุมงบประมาณในแต่ละปีเพื่อความอยู่รอด สสส.: ที่ผ่านมาทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนภาคประชาสังคม คอยรณรงค์คัดค้านนโยบายรัฐที่เอื้อประโยชน์ต่อทุนอบายมุขหรือทุนขนาดใหญ่ที่ทำลายสุขภาพประชาชน การดึงงบประมาณกลับมาไว้ในมือฝ่ายบริหาร เท่ากับเป็นการยุติบทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” ด้านสุขภาวะไปโดยปริยาย ปฏิบัติการนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ นิคโคโล มาเคียเวลลี (Niccolò Machiavelli) ที่ระบุว่า ผู้ปกครองมักจะกำจัดหรือเข้าควบคุมกลไกใดก็ตามที่แข็งขืนและไม่ยอมสยบยอมต่ออำนาจรัฐ โดยใช้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อความแนบเนียน
3. เล่นกับ “แผลเก่า” เพื่อปั่นหัวสังคม (Gaslighting) สิ่งที่ทำให้การกระทำนี้เข้าข่ายการเขย่าความรู้สึกนึกคิดของสังคมอย่างรุนแรง คือการฉวยโอกาสนำ “จุดอ่อนภายในองค์กร” (เช่น ข้อร้องเรียนเรื่องประสิทธิภาพการบริหารงาน หรือประเด็นความโปร่งใสในอดีต) มาขยายผลเกินจริง ฝ่ายอำนาจทำการปั่นหัวสังคมให้เชื่อว่า “ความพยายามควบคุมองค์กรเหล่านี้ทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน” กระบวนการนี้ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนในข้อเท็จจริง (Gaslighting) จนหลงลืมไปว่า ภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่าคือการแทรกแซงโดยอำนาจรัฐและการปิดกั้นเสรีภาพสื่อ ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติบางกลุ่มกำลังสวมบทบาท “อัศวินม้าขาว” ผู้เข้ามาล้างบางความไม่โปร่งใส ทั้งที่ตนเองอาจกำลังเผชิญหน้ากับปมคดีฮั้วอำนาจหรือการตรวจสอบทรัพย์สินที่ยังหาคำชี้แจงที่โปร่งใสไม่ได้ในฉากหลัง
บทสรุป ความพยายามที่จะทุบทำลายโครงสร้างทางการเงินของ สสส. และไทยพีบีเอส ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของวินัยการเงินตามที่พยายามฉายภาพต่อสังคม หากแต่เป็นไปตามถ้อยคำของ โจเซฟ เก็บเบลส์ หรือ จอร์จ ออร์เวลล์ ที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจมักจะปรับเปลี่ยนความจริง บิดเบือนโครงสร้าง และปั่นกระแสอารมณ์ร่วมเพื่อให้สังคมมองข้ามความผิดพลาดและการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้ปกครอง การตัดแขนขาองค์กรอิสระด้วยการริบงบประมาณบำรุง คือการกระทำที่เข้าข่าย การสร้างควันหลงและเขย่าความคิดของสังคมเพื่อเบี่ยงเบนสายตา จากการขยายอำนาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายการเมืองอย่างแท้จริง ดังนั้น ความพยายามของฝ่ายการเมืองในการแก้ไขกฎหมายทุบแหล่งเงินทุนของสององค์กรอิสระอย่าง สสส. และไทยพีบีเอส (Thai PBS) ถือเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของกลยุทธ์ "การเขย่าความรู้สึกนึกคิดของสังคมเพื่อกลบเกลื่อนความผิดหรือเป้าประสงค์ที่แท้จริงของตนเอง" การเดินเกมรื้อกฎหมายจัดสรรงบประมาณที่หล่อเลี้ยงองค์กรเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงกลไกการปั่นหัวมวลชนและเบี่ยงเบนความสนใจ (Diversion) ตามหลักการเมืองและจิตวิทยามวลชนอย่างเด่นชัด โดยสามารถเปรียบเทียบและวิเคราะห์พฤติกรรมดังกล่าวได้ในนี้...
////////


แสดงความคิดเห็น